หนังเกาหลี

อียงจู พลิกกำกับหนังแอ็คชั่นไซไฟฟอร์มยักษ์ ผนึกกำลังกงยู-พัคโบกอมใน ซอบก

จากจุดเริ่มต้นที่เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนต่างถวิลหาความเป็นอมตะ “อียงจู” ผู้กำกับภาพยนตร์ที่แจ้งเกิด Living Death และโด่งดังจนสร้างปรากฏการณ์เขย่าบ็อกซ์ออฟฟิศเกาหลีมาแล้ว จาก Architecture 101 ต่อยอดไอเดียสดใหม่ของเขาจนเกิดเป็นภาพยนตร์แอ็กชัน ไซไฟพล็อตล้ำ จัดเต็มความมันส์ใน “SEOBOK ซอบกมนุษย์อมตะ” กับเรื่องราวของ ซอบก มนุษย์อมตะคนแรกของโลกที่เกิดจากโปรเจกต์ทดลองลับ ไม่มีวันตาย ไม่มีวันเจ็บป่วย กลายเป็นความหวังใหม่ของอนาคตมนุษยชาติ แต่ขณะเดียวกัน ซอบก ก็เป็นกุญแจที่นำไปสู่หายนะของโลกใบนี้ และเป็นที่หมายหัวจากฝ่ายที่ต้องการกำจัด และฝ่ายที่ต้องการซอบกไปเป็นเครื่องมือ มีเพียง มินกีฮอน อดีตสายลับมือหนึ่งที่ต้องลุกขึ้นมาปฎิบัติภารกิจลับเพื่อปกป้องมนุษย์อมตะคนแรกของโลกให้ปลอดภัยการไล่ล่าในครั้งนี้   ซึ่งใน Seobok ผลงานล่าสุดของ อียงจู ถือเป็นการกำกับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ ไซไฟ ที่พลิกแนวจากผลงานที่ผ่านมาของเขาโดยสิ้นเชิง เมื่อสองตัวละครนำต้องหนีตายเคียงบ่าเคียงไหล่กันเพื่อให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ตัวละครซอบก ดูเหมือนถูกสร้างออกมาให้เห็นถึงวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของมนุษย์ อยากให้คุณแนะนำให้เราได้รู้จัก “ซอบก” สักนิดว่าตัวละครตัวนี้มีความพิเศษอย่างไรบ้าง    อียงจู:    จริงๆไม่ได้ระบุว่าพิเศษอย่างไร เพราะผมมองว่าสิ่งที่คนเราจินตนาการไม่ได้ หรือสิ่งที่พวกเราไม่รู้จัก เช่นการจินตนาการกับความตายแบบนั้น อาจจะมองว่าเหนือกว่า และมีหลายมุมมองในหนังนะครับ ถ้าดูหนังก็จะรู้ว่ามุมมองของ มินกีฮอน ที่มอง ซอบก หรือ มุมมองของหัวหน้าอัน และมุมมองของทุกคนแตกต่างไปหมดเลยครับ ซึ่งมันเป็นความอยากได้และความกลัวซึ่งมันเป็นธรรมดาของคน seobok มีมุมมองนั้นครับ  จากตัวอย่างหนัง ดูเหมือนคุณจะให้ความสำคัญกับพล็อตเรื่อง ที่พูดถึงการพาซอบกออกมาดูโลก ทำไมตัวคุณเองถึงมีความสนใจเรื่องมุมนี้ หรือคุณต้องการจะเสนออะไรกับคนดู อียงจู:    มีหลายซีนที่ซอบกออกมาดูโลกกับกีฮอนครั้งแรก มองแบบอัศจรรย์ สงสัย และช่วงเวลาที่ต้องหนีเพื่อเอาตัวรอดทำให้ระหว่างนั้น 2 คนเข้าใจกันมากขึ้น ซอบกเกิดมาอยู่ที่เดียวตลอด ถูกกักตัวอยู่แต่ที่ห้องทดลองรู้จักภายนอกจากหนังสือเท่านั้น ซึ่งพอได้ออกมาข้างนอกเจอกีฮอน ได้กินมาม่า เจอกับคนอื่นทั่วไป...

สตีเว่น ยอน จาก The Walking Dead กลับมาทัชใจในหนังเต็งรางวัลแห่งปี Minari

จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของผู้กำกับ ลี ไอแซค จอง สู่ภาพยนตร์ดราม่าน้ำดี ที่เรียกเสียงฮือฮามาแล้วในวงการภาพยนตร์ทั่วโลก จนกลายเป็นตัวเต็งขึ้นแท่น ภาพยนตร์ห้ามพลาดแห่งปี! สำหรับ Minari (มินาริ) การันตีคุณภาพด้วยการเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีระดับโลกอย่างออสการ์ แถมนักแสดงนำของเรื่องอย่าง สตีเว่น ยอน (Walking Dead, Burning และ OKJA) ยังสร้างประวัติศาสตร์โดยการเป็น นักแสดงเชื้อสายเอเชียน-อเมริกัน คนแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม สมทบคุณภาพด้วยทีมนักแสดงอย่าง ฮันเยริ (Hello, My Twenties!, Love Guide for Dumpees และ As One) และ ยุนยอจอง (The Housemaid, Keys To The Heart) มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของครอบครัวเชื้อสายเกาหลีที่พร้อมเดิมพันทุกอย่างเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของพวกเขา แบกความฝันที่หวังว่าจะทำให้สำเร็จมาตั้งรกรากบนสหรัฐอเมริกา ผ่านเหตุการณ์และอุปสรรคที่จะทำให้ทุกคนประทับใจและอิ่มเอมไปด้วยความอบอุ่น “มันเหมือนว่าผมเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ ที่ต้องได้รับการเผยแพร่” – สตีเว่น ยอน ร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่จะทำให้คุณมานั่งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิต และตั้งคำถามกับตัวเอง MINARI มินาริ 1 เมษายนนี้ในโรงภาพยนตร์

ซีรี่ส์ใหม่มาแรง The Penthouse ซีรี่ย์เกาหลีที่ไม่ควรพลาด

ในที่สุดก็เกิดเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการซีรีส์เกาหลีปีนี้อีกครั้ง ซีรีส์รสแซ่บ “The Penthouse” ทางช่อง SBS สามารถสร้างสถิติใหม่ให้กับตัวเลขได้อีกครั้ง ด้วยการก้าวสู่เรตติ้งมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์อย่างเป็นทางการ หลังจากออกอากาศผ่านมาได้ 13 ตอน ตามรายงานระบุว่า The Penthouse ซีรีส์เมโลดราม่าเชือดเฉือนที่กระแสดีที่สุดในเวลานี้ สามารถทำเรตติ้งโค่นสถิติตัวเองลงอีกครั้ง โดยเฉพาะตอนที่ 13 ที่ออนแอร์ไปเมื่อคืนวานนี้ (8 ธ.ค.) ทำเรตติ้งทั่วประเทศไปได้สูงอย่างต่อเนื่อง 17.6% กับ 22.1% จากการฉายทั้ง 2 ช่วงของละคร นับเป็นครั้งแรกที่ซีรีส์ทำตัวเลขเรตติ้งได้เกิน 20% ตัวเลขนี้ได้ขยับเพิ่มขึ้นจากตอนที่ 12 ที่ออนแอร์ไปเมื่อวันจันทร์ (7 ธ.ค.) ที่เรตติ้งจดจ่ออยู่ที่ 19.9% และตอนนี้ก็สามารถแตะหลัก 20 ได้สำเร็จแล้ว นับว่าเป็นซีรีส์ช่วงไพร์มไทม์ในช่วงวันทำงานปกติเรื่องแรกของปีที่ทำเรตติ้งได้งดงามขนาดนี้ และดูเหมือนว่าจะตามหลัง  ที่เคยทำเรตติ้งได้ร้อนแรงเช่นนี้เมื่อตอนต้นปี The Penthouse เป็นผลงานล่าสุดของผู้กำกับและนักเขียนบทจากซีรีส์ ‘The Last Empress’ ที่เคยเป็นกระแสและทุบเรตติ้งมาก่อนเช่นกัน โดยล่าสุดได้ดำเนินเรื่องมาถึงช่วงครึ่งหลังแล้ว เหลืออีกเพียง 7 ตอนสุดท้ายก่อนจะลาจอ ท่ามกลางเนื้อหาและปริศนาที่เข้มข้นในทุกตอน และกำลังจะปูเรื่องราวเพื่อเชื่อมโยงไปถึงซีซั่นที่ 2 และ 3 ที่จะสร้างต่อเนื่องในปี 2021 ตามลำดับ

หนังซอมบี้เกาหลีที่ห้ามพลาด Alive

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทรนด์ภาพยนต์ K-Zombie หรือซอมบี้สัญชาติเกาหลีนั้นมาแรงมากหลังจากที่ Train to Busan เป็นคนเริ่มเทรนด์ภาพยนต์ ดังกล่าวให้ได้รับการยอมรับไปทั้งคาบสมุทรเกาหลีรวมไปถึงประเทศอื่นๆทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นหนังซอมบี้ย้อนยุคอาทิ Rampant รวมไปถึงซีรีส์เรื่องดังอย่าง Kingdom และภาคต่อในจักรวาล Train to Busan อย่าง Peninsula Alive  คือหนังซอมบี้สัญชาติเกาหลีเรื่องล่าสุดที่ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง Alone ในปี 2019 ซึ่งตลกตรงที่ว่าเวอร์ชั่นฮอลลีวูดยังไม่ทันเข้าฉาย เวอร์ชั่นเกาหลีกลับได้ออกสู่สายตาผู้ชมก่อนซะงั้น เหตุการณ์ในหนังบอกเล่าเรื่องราวของโอจุนวู (ยูอาอิน) เด็กหนุ่มในวัยที่ติดเกมคอมพิวเตอร์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งและพบว่าผู้คนภายนอกอพาร์ทเมนท์กลายเป็นผู้ติดเชื้อไวรัสที่เปลี่ยนให้คนกลายเป็นซอมบี้กระหายเลือด ระหว่างที่มืดแปดด้านและพยายามหาทางรอดชีวิต เขากลับพบว่าจริงๆแล้วไวรัสดังกล่าวระบาดไปทั่วกรุงโซลแต่ยังมีกลุ่มผู้รอดชีวิตและสำนักข่าวบางที่ที่ยังสามารถรายงานข่าวได้ตามปกติ เขาจึงรอคอยความช่วยเหลือจากทางการจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ทว่ายิ่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานหลายวัน เสบียงและอาหารของโอจุนวูเริ่มร่อยหรอลง จนเขาหิวโซและตัดสินใจจะฆ่าตัวตาย ทว่าวินาทีที่เขากำลังจะแขวนคอตัวเอง โอจุนวูกลับพบว่ามีผู้รอดชีวิตที่ตึกตรงข้ามพยายามจะส่งสัญญาณให้เขาหยุดคิดสั้นและเอาชีวิตรอดต่อไป หญิงสาวคนนั้นก็คือคิมยูบิน (พัคชินฮเย) เป็นหญิงสาวที่ใช้อุปกรณ์แคมป์ปิ้งและกล้องส่องทางไกลในการเอาตัวรอดมาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ด้วยความหวังที่เกิดขึ้นในจิตใจของโอจุนวู ที่พบว่ายังมีเพื่อนมนุษย์รอดชีวิตอยู่ ทำให้เขาตัดสินใจลุกขึ้นมามีแรงฮึดสู้อีกครั้ง สองหนุ่มสาวจึงพยายามร่วมมือกันในการเอาตัวรอดไปจากสถานการณ์สุดเลวร้ายนี้ให้ได้Advertisement อันที่จริง Alive นั้นจัดได้ว่าเป็นหนังที่ใช้ฉากหลังอยู่แค่เพียงอพาร์ทเมนท์เพียงพื้นที่เดียว ในการขับเคลื่อนเรื่องราว แต่ตัวหนังมุ่งเน้นในการสำรวจจิตใจของตัวละครอย่างโอจุนวูมากกว่า ว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไรกับชีวิตอันแสนสิ้นหวังของตัวเอง ในวูบแรกเขาคิดถึงครอบครัวและอยากจะมีชีวิตรอดต่อไป แต่เมื่อเขาคนพบว่าความหวังนั้นอาจจะไม่มีอยู่จริง ความตายด้วยการปลิดชีวิตตัวเองอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการที่ตัวของเขาเองจะต้องกลายร่างเป็นซอมบี้รายต่อไป แม้ว่า Alive จะเป็นหนังซอมบี้สูตรสำเร็จจ๋าที่ไม่ได้มีอะไรเหนือความคาดหมาย แต่สารพ่วงท้ายลึกๆแล้ว มันพูดถึงว่าไม่มีมนุษย์คนไหนอยากจะเหลือเป็น “โดดเดี่ยวผู้น่ารัก” แบบโอจุนวูบนโลกใบนี้อย่างแน่นอน