หนังประวัติ

เรื่องจริงของนักสู้เพื่ออุดมการณ์ใน Judas and the Black Messiah

ทรงคุณค่าและกล้าหาญ! สร้างสรรค์อย่างรู้จริง! “Judas and the Black Messiah – จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์” เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัลจากเวทีชั้นนำแห่งวงการภาพยนตร์ อาทิ BAFTA, GOLDEN GLOBES, SAG AWARDS และ CRITICS CHOICE AWARDS พร้อมรับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลกว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมแห่งปี ซึ่งโดดเด่นไปด้วยฝีมือการแสดงของสองนักแสดงคนสำคัญ แดเนียล คาลูย่า และ ลาคีธ สแตนฟิลด์ จากการรังสรรค์ของผู้กำกับฯ ชาก้าคิง เมื่อ วิลเลียม โอ’นีล ทำข้อตกลงกับเอฟบีไอให้เข้าแทรกซึมพรรคแบล็คแพนเตอร์ และมีหน้าที่คอยจับตาดูผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของพวกเขา เฟรด แฮมป์ตัน ด้วยอาชีพหัวขโมยของ โอ’นีล นั้น เขาช่ำชองด้านการปลุกปั่นทั้งสหายและผู้ดูแลของเขานั่นก็คือ สายลับพิเศษ รอย มิตเชลล์ ขณะนั้นพลังความอาจหาญทางพรรคการเมืองของแฮมป์ตันเพิ่มมากขึ้นเมื่อเขาตกหลุมรักกับผู้ร่วมปฏิวัติ เดโบราห์ จอห์นสัน ขณะที่เข้าร่วมการต่อสู้เพื่อความเป็นมนุษย์ สุดท้ายแล้วเขาจะประคองพลังแห่งความดีเอาไว้ได้หรือจะสยบแฮมป์ตันกับชาวแพนเตอร์ทุกวิถีทาง? แล้วผู้อำนวยการเอฟบีไอ เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ จะควบคุมทุกอย่างไว้ในกำมือได้หรือไม่? “Judas and the Black Messiah – จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์” นำแสดงโดย ผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ แดเนียล คาลูย่า รับบท เฟรด แฮมป์ตัน และ ลาคีธ สแตนฟิลด์...

หนังชีวประวัติ Bee Gees ได้เคนเนธ บรานาห์ นั่งแท่นผู้กำกับ

เริ่มต้นตั้งแต่ Bohemian Rhapsody มาจนถึง Rocketman ดูเหมือนว่ากระแสภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากชีวประวัติของศิลปินสุดโด่งดังจะเป็นกระแสที่ผู้ชมกำลังให้ความสนใจ นั่นทำให้หลังจากนี้เราจะมีภาพยนตร์แนวนี้ตามออกมาอีกไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็คือ ภาพยนตร์ที่นำเอาเรื่องราวของหนึ่งในกลุ่มศิลปินที่โด่งดังที่สุดแห่งยุคอย่าง Bee Gees มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ล่าสุด The Hollywood Reporter ก็ได้เปิดเผยว่าตอนนี้ Paramount Pictures สตูดิโอที่ดูแลงานสร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ได้ประกาศตัวผู้กำกับแล้ว โดยคนที่จะมารับหน้าที่นี้ก็คือ เคนเนธ บรานาห์ นักแสดงและผู้กำกับชื่อดัง และจะได้ Ben Elton นักเขียนบทชาวอังกฤษมารับหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์ นอกจากนั้นแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้ Barry Gibb สมาชิกวง Bee Gees มาร่วมเป็นหนึ่งใน Executive Producer ด้วย สำหรับผลงานของเคนเนธ บรานาห์ ที่นอกจากจะเป็นนักแสดงมากฝีมือ ที่ผ่านผลงานมาแล้วมากมาย อย่างล่าสุดก็คือ TENET ในบท อังเดร เซเทอร์ และก่อนหน้านั้นก็คือ การรับบทเป็นนักสืบเออร์กูล ปัวโรต์ ใน Murder on the Orient Express ที่ไม่เพียงแค่แสดงนำเท่านั้น แต่เขายังเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย ซึ่งเขาก็กำลังจะกลับมาอีกครั้งในบทนี้ แต่เป็นในภาพยนตร์ภาคต่อกับเรื่อง Death on the Nile ที่วางกำหนดฉายไว้ กันยายนปีนี้

“มาราโดนา เดอะซีรี่”หนังตำนานฟุตบอลผู้ล่วงลับ

ดีเอโก มาราโดนา หนึ่งในนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดตลอดกาลของโลกชาวอาร์เจนตินา เสียชีวิตลงในวัย 60 ปีเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เขาเป็นทั้งอัจฉริยะในสนามฟุตบอล มีชีวิตจากดินสู่ดาวอันโลดโผน บุคลิกซ่าท้าชนไม่ไว้หน้า และเกี่ยวพันเรื่องอื้อฉาวนอกสนามทั้งยาเสพติดและสายสัมพันธ์กับมาเฟีย สำหรับคนอาร์เจนตินา มาราโดนายังเป็นมากกว่าแค่นักฟุตบอล แต่เป็นศาสดา-ร็อคสตาร์ ที่เติมเต็มคำพยากรณ์แห่งวงการลูกหนัง เป็นแฟนตาซีที่กลายเป็นเลือดเนื้อแห่งความจริงของชนชาติที่เคยถูกกดขี่ กลั่นแกล้ง และต้องต่อสู้เลือดตาแทบกระเด็นเพื่อยืนทะนงในสังคมโลก ลองคิดดูว่าความตายของเขาทำให้รัฐบาลต้องประกาศหยุดงาน 3 วันให้คนทั้งชาติร่วมไว้อาลัย และก่อให้เกิดจลาจลย่อมๆ เมื่อคนจำนวนมากพรั่งพรูออกมาบนถนนเพื่อแสดงความเสียใจ ชีวิตหวือหวาแบบนี้แทบจะพร้อมสร้างเป็นภาพยนตร์ ที่ผ่านมามีหนังสารคดีสองเรื่องที่เล่าเรื่องของมาราโดนา และถึงแม้จะไม่ค่อยเป็นสารคดีที่โด่งดังมากนัก แต่นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะไปลองหาหนังสองเรื่องนี้มาดูเพื่อเห็นด้านอื่นๆ ของตำนานลูกหนังที่เรามักคุ้นเคยกับภาพในสนาม และภาพเวลาเขาทำอะไรประหลาดๆ จนออกข่าวหรือกลายเป็นมีมขึ้นมา เรื่องแรกคือ Maradona by Kustarica เรื่องนี้เคยฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาแล้ว ผู้เขียนได้ดูที่นั่นเมื่อปี 2008 จำได้ว่านักข่าวแย่งกันเข้าไปดูกันจนเต็มโรง ชื่อหนัง Maradona by Kustarica ก็บ่งบอกชัดเจนว่า นี่เป็นหนังเกี่ยวกับดีเอโก มาราโดนา ที่กำกับโดยเอเมียร์ คัสตาริก้า ผู้กำกับหนังชาวเซอร์เบียที่โด่งดังไม่น้อยในวงการหนังยุโรปเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน ว่ากันตรงๆ หนังไม่ได้ดีเท่าไหร่ แต่ความแปร่งประหลาดของมันก่อให้เกิดทั้งอารมณ์ขัน (แบบไม่ตั้งใจ) และทำให้เห็นว่าบุคลิกล้นๆ ของมาราโดนา เหมาะเหลือเกินกับการอยู่ในหนังสารคดี Maradona by Kustarica เป็นทั้งการยกยอปอปั้นเทพบุตรลูกหนังคนนี้ และเป็นการแสวงหาแนวร่วมทางอุดมการณ์การเมืองระหว่างตัวมาราโดนากับผู้กำกับคัสตาริก้า อุดมการณ์ที่ว่าคือการด่าโลกตะวันตก โดยเฉพาะยุโรปและนาโต้ เพราะทั้งมาราโดนาและคัสตาริกาต่างก็เป็นโจทย์กับชาติยุโรปอยู่แต่ไหนแต่ไร (มาราโดนา ตั้งแต่สงครามฟอล์คแลนด์กับอังกฤษ ส่วนคัสตาริก้าก็ไม่พอใจกรณีนาโต้ทิ้งระเบิดในสงครามโคโซโว) หนังมีความมั่ว มีความโชว์ออฟ และมีความคลั่งๆ แบบไม่รู้ตัว เป็นการปะทะกันระหว่างคนเยอะๆ สองคน และมีฉากเหวอๆ เช่น “ศาลเจ้ามาราโดนา” รวมทั้งการแสดงพฤติกรรมแปลกๆ ของเจ้าตัว ผสมกับเสียงบรรยายของคัสตาริก้า ที่ก็เป็นคนหลงตัวเองอยู่ไม่น้อย...