หนังบู๊

TENET หนังแอคชั่นที่ถูกโหวตให้เป็นหนังยอดเยี่ยมแห่งปี

  หลายคนคงได้เห็นคำอธิบายแกม ๆ คำขู่กันมาแล้วมากมายสำหรับภาพยนตร์เรื่อง TENET ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ต้องใช้สติในการจดจ่อกับเนื้อหา เพื่อทำความเข้าใจทฤษฎีการย้อนกลับของเวลา หรือ Time Inversion ที่เป็นแก่นเรื่องหลักของภาพยนตร์ ซึ่งไอ้ทฤษฎีที่ว่าเนี่ยเป็นทฤษฎีในสาขาฟิสิกส์ขั้นสูง ที่คนทั่วไปน้อยคนนักที่จะสามารถทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ เพราะฉะนั้นการตะบี้ตะบันอยากทำความเข้าใจมันทั้งหมดในเวลาแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง มันจึงไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเราจะดูหนังเรื่องนี้ไม่สนุก     เทเน็ท เป็นเรื่องราวที่ของชายคนหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นสายลับ CIA ในปฏิบัติการหนึ่ง ณ กรุงเคียฟ ที่เขาต้องบุกเข้าไปช่วยเหลือสายลับที่ตกอยู่ท่ามกลางการก่อการร้าย แผนการนั้นถูกเปิดโปงทำให้เขาต้องจับตัวไปรีดเค้นความจริง เขาเลือกที่จะเงียบปากไว้และนั่นแลกมาด้วยชีวิตของเขา แต่ชีวิตที่เหมือนจะจบสิ้นลงนั้น กลับตื่นขึ้นมาบนเรือ พร้อมกับชายอีกคนที่บอกว่าเขาถูกเกณฑ์ให้เข้าร่วมกับ TENET องค์กรลับระหว่างประเทศที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อหยุดยั้งสงครามโลกครั้งที่ 3     นั่นเป็นเพียงเรื่องย่อคร่าว ๆ ในช่วงต้นเรื่องเท่านั้น ซึ่งการเข้าร่วมองค์กร TENET นี้เอง ทำให้เราได้ไปรู้จักกับเทคโนโลยีที่สามารถทำให้แอนโทรพี หรือการไหลของเวลาย้อนกลับได้ จุดนี้เองทำให้การดีไซน์การถ่ายทำ และการดีไซน์ฉากแอ็คชั่นของภาพยนตร์เรื่องนี้มีความเป็น Original และมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ประกอบกับดนตรีประกอบที่ใส่หนักใส่เต็มก็ชวนให้เราตื่นเต้นได้แทบทุกครั้งที่มีฉากต่อสู้เกิดขึ้น     ข้อเสียที่แสนสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ การตัดต่อภาพยนตร์ ที่ตัดต่ออย่างรวดเร็วจนบางครั้งทำให้เรารู้สึกสะดุดไปบ้าง หรือตามเนื้อหาของภาพยนตร์ไม่ทันบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นตัวหนังก็ไม่ได้ใจร้ายจนทำให้เราไม่เข้าใจไปเสียทั้งหมด เพราะหนังได้ปูเนื้อหามาให้มากพอที่เราจะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเปลี่ยนองค์ใหม่ก็ใส่ข้อมูลใหม่เข้ามาให้เพียงพอสำหรับเนื้อหาในองค์ต่อไปเช่นกัน ซึ่งจุดเด่นก็คือการลำดับเนื้อหาที่ชวนให้เราอยากติดตามไปได้จนจบ     สำหรับการแสดงของทั้ง 4 ตัวละครสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น the Protagonist ของ จอห์น เดวิด วอร์ชิงตัน, นีล ของ โรเบิร์ต แพททินสัน, แคท ของ เอลิซาเบธ เดบิกกิ และอังเดร เซเทอร์ ของ...

MAD MAX: Fury Road การเดินทางที่มันหยดของเหล่านักล่า

ใน “Mad Max: Fury Road” ผู้กำกับ/นักเขียน/ผู้อำนวยการสร้าง จอร์จ มิลเลอร์ ได้ปลดปล่อยโลกอันบ้าคลั่งด้วยแรงสั่นสะเทือนของสงครามอ็อคเทนสูงบนท้องถนนซึ่งมีแต่เขาเท่านั้นที่จะถ่ายทอดออกมาได้ มันสมองที่อยู่เบื้องหลังไตรภาค “Mad Max” อันทรงอิทธิพล ได้ผลักดันขอบเขตของภาพยนตร์ร่วมสมัยในการจินตนาการถึงความงามและความสับสนวุ่งวายของโลกยุคหลังวันสิ้นโลกซึ่งเขาได้สร้างขึ้นและนักรบบนท้องถนนในตำนานที่ร่อนเร่ไปในโลกใบนั้น มิลเลอร์มักนึกภาพหนังที่ถ่ายทอดการไล่ล่าจนลืมหายใจตั้งแต่ต้นจนจบ “ผมมองว่าหนังแอ็คชันก็เหมือนดนตรีที่ออกมาเป็นภาพ และ ‘Fury Road’ ก็อยู่ระหว่างคอนเสิร์ตร็อคสุดมันกับโอเปรา” มิลเลอร์ให้ความเห็น “ผมอยากนำผู้ชมออกจากที่นั่งไปสู่การเดินทางที่เข้มข้นสุดเหวี่ยง และระหว่างทางคุณก็จะได้รู้จักตัวละครและเหตุการณ์ที่นำไปสู่เรื่องราวนี้ด้วย” ผู้อำนวยการสร้าง ดั๊ก มิตเชลล์ ซึ่งสร้างหนังร่วมกับมิลเลอร์มาตลอด 35 ปี กล่าวว่า ความพยายามนานนับทศวรรษที่จะนำ “Mad Max: Fury Road” มาสู่จอภาพยนตร์ก็เป็นการเดินทางที่ชวนระทึกอยู่ในตัวมันเอง “จอร์จมีหัวคิดสร้างสรรค์ที่ฉลาดปราดเปรื่องแต่ความสร้างสรรค์นั้นก็มาพร้อมกับการปฏิบัติจริงด้วย โครงการใหญ่ขนาดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองสิ่งนี้มาผสมผสานกัน ซึ่งจอร์จก็มีสองสิ่งนี้อยู่โดยสัญชาตญาณ เราผ่านพ้นจุดคับขันและเหตุการณ์น่าเหลือเชื่อมาระหว่างทาง แต่สำหรับผมแล้วถือเป็นโชคดีที่ได้ร่วมงานกับเขาในการเดินทางอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ครับ” ภูมิทัศน์อันแห้งแล้งผุกร่อนแอ็คชั่นดิบเถื่อน บทพูดน้อยคำ และตัวละครที่มีสีสันหลากหลายซึ่งมิลเลอร์สร้างขึ้นในไตรภาค “Mad Max” ได้ให้กำเนิดหนังแนวใหม่ขึ้นมา และเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินหลายรุ่นในสื่อทุกแขนง ทอม ฮาร์ดี ผู้รับบทเป็นแม็กซ์ ร็อคคาแทนสกี ใน “Mad Max: Fury Road” กล่าวว่า“จอร์จสร้างบรรยากาศยุคหลังวันสิ้นโลกอย่างที่ปัจจุบันเราเห็นอยู่ตามวิดีโอเกมและหนังมากมาย นั่นเป็นผืนผ้าใบของเขา และเขาก็ยังคงวาดรูปอยู่บนนั้นด้วยทรัพยากรทั้งหมดที่เขามีพร้อมใช้งาน การได้เล่นหนังเรื่องนี้ก็คือการนั่งอยู่กับจอร์จที่กล่องของเล่นของเขา และจินตนาการของเขาก็บรรเจิดมากจนกระทั่งคุณรู้สึกว่าคุณไม่ได้อยู่ในหนัง แต่อยู่ในหัวของจอร์จเลย”