December 2020

แอ็ปเซอรอส สัตว์ประหลาดคล้ายไดโนเสาร์ใน Monster Hunter

แอ็ปเซอรอส สัตว์กินพืชตัวใหญ่ที่มีเกราะหุ้มตัวหนา ซึ่งรับรองได้ว่าจะสร้างความหงุดหงิดให้แม้แต่กับสัตว์ร้ายล่า เหยื่อที่ทรงพลังที่สุดหางที่ราวกับกระบองห่อหุ้มด้วยหนามแหลมของมันจะทำให้สัตว์ร้ายหน้าไหนก็ตามที่โง่ พอจะจู่โจมมันต้องถอดใจ ด้วยความที่เป็นสัตว์หวงถิ่น ฝูงแอ็ปเซรอสจะมารวมตัวกันเพื่อกลายเป็นกำแพงป้องกันศัตรูที่ไร้เทียมทาน  เบื้องหลังโลกของเรายังมีอีกโลกหนึ่งโลกของอสูรกายที่อันตรายและทรงพลังครองอาณาเขตของพวกมันด้วยความ ดุดันพายุทะเลทรายที่คาดไม่ถึงได้พาร้อยโทอาร์เทมิส (มิลล่าโจโววิช)และทมีของเธอ (ทปิ “ที่.ไอ.” แฮร์ริส,เมแกนกดู๊,ดิ เอโก้โบนิต้า)ไปสู่โลกใหม่เหล่าทหารต้องตกตะลึงเมื่อได้พบว่าสภาพแวดล้อมที่โหดเหี้ยมนี้เป็นที่อยู่ของอสรุกายยักษ์ที่น่า สะพรึงกลัวและปืนก็ทำอะไรพวกมันไม่ได้ การต่อสู้อย่างสิ้นหวังเพื่อเอาชีวิตรอดทำให้พวกเขาได้พบกับฮันเตอร์ผู้ลึกลับ (โทนี่ จา) นักล่าผู้ซึ่งมีความสามารถอยู่ เหนือฝูงอสูรกายที่ทรงพลังอาร์เทมิสและฮันเตอร์ค่อย ๆ เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกันพร้อมลุยและสู้กับอันตรายที่ยิ่งใหญ่เป็นภัยคุกคามต่อโลกของพวกเขา สร้างจาก  MONSTER HUNTER แฟรนไชส์เกมที่โด่งดังไปทั่วโลก โซนี่พิคเจอร์สและสกรีนเจมส์ร่วมกับคอนสแตนตินฟิล์ม,เทนเซนต์พิคเจอร์สและโตโฮ ภูมิใจเสนอผลงานสร้าง โดยคอนสแตนตินฟิล์ม/เอบีสแควร์ดิจิตอลพิคเจอร์สโปรดักชั่นกำกับภาพยนตร์โดยพอลดับบลิว.เอส.แอนเดอรส์น MonsterHunter นำแสดงโดยมิลล่าโจโววิช,โท่นจา,ทปิ “ที่.ไอ.” แฮร์ริส,เมแกนกู๊ด,ดิเอโก้ โบนิต้าและอีกมากมาย

TENET หนังแอคชั่นที่ถูกโหวตให้เป็นหนังยอดเยี่ยมแห่งปี

  หลายคนคงได้เห็นคำอธิบายแกม ๆ คำขู่กันมาแล้วมากมายสำหรับภาพยนตร์เรื่อง TENET ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ต้องใช้สติในการจดจ่อกับเนื้อหา เพื่อทำความเข้าใจทฤษฎีการย้อนกลับของเวลา หรือ Time Inversion ที่เป็นแก่นเรื่องหลักของภาพยนตร์ ซึ่งไอ้ทฤษฎีที่ว่าเนี่ยเป็นทฤษฎีในสาขาฟิสิกส์ขั้นสูง ที่คนทั่วไปน้อยคนนักที่จะสามารถทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ เพราะฉะนั้นการตะบี้ตะบันอยากทำความเข้าใจมันทั้งหมดในเวลาแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง มันจึงไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเราจะดูหนังเรื่องนี้ไม่สนุก     เทเน็ท เป็นเรื่องราวที่ของชายคนหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นสายลับ CIA ในปฏิบัติการหนึ่ง ณ กรุงเคียฟ ที่เขาต้องบุกเข้าไปช่วยเหลือสายลับที่ตกอยู่ท่ามกลางการก่อการร้าย แผนการนั้นถูกเปิดโปงทำให้เขาต้องจับตัวไปรีดเค้นความจริง เขาเลือกที่จะเงียบปากไว้และนั่นแลกมาด้วยชีวิตของเขา แต่ชีวิตที่เหมือนจะจบสิ้นลงนั้น กลับตื่นขึ้นมาบนเรือ พร้อมกับชายอีกคนที่บอกว่าเขาถูกเกณฑ์ให้เข้าร่วมกับ TENET องค์กรลับระหว่างประเทศที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อหยุดยั้งสงครามโลกครั้งที่ 3     นั่นเป็นเพียงเรื่องย่อคร่าว ๆ ในช่วงต้นเรื่องเท่านั้น ซึ่งการเข้าร่วมองค์กร TENET นี้เอง ทำให้เราได้ไปรู้จักกับเทคโนโลยีที่สามารถทำให้แอนโทรพี หรือการไหลของเวลาย้อนกลับได้ จุดนี้เองทำให้การดีไซน์การถ่ายทำ และการดีไซน์ฉากแอ็คชั่นของภาพยนตร์เรื่องนี้มีความเป็น Original และมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ประกอบกับดนตรีประกอบที่ใส่หนักใส่เต็มก็ชวนให้เราตื่นเต้นได้แทบทุกครั้งที่มีฉากต่อสู้เกิดขึ้น     ข้อเสียที่แสนสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ การตัดต่อภาพยนตร์ ที่ตัดต่ออย่างรวดเร็วจนบางครั้งทำให้เรารู้สึกสะดุดไปบ้าง หรือตามเนื้อหาของภาพยนตร์ไม่ทันบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นตัวหนังก็ไม่ได้ใจร้ายจนทำให้เราไม่เข้าใจไปเสียทั้งหมด เพราะหนังได้ปูเนื้อหามาให้มากพอที่เราจะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเปลี่ยนองค์ใหม่ก็ใส่ข้อมูลใหม่เข้ามาให้เพียงพอสำหรับเนื้อหาในองค์ต่อไปเช่นกัน ซึ่งจุดเด่นก็คือการลำดับเนื้อหาที่ชวนให้เราอยากติดตามไปได้จนจบ     สำหรับการแสดงของทั้ง 4 ตัวละครสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น the Protagonist ของ จอห์น เดวิด วอร์ชิงตัน, นีล ของ โรเบิร์ต แพททินสัน, แคท ของ เอลิซาเบธ เดบิกกิ และอังเดร เซเทอร์ ของ...

Marvel ให้ค่าเหนื่อยมหาศาลเพื่อให้”โบสแมน”เล่นถึง ภาค3

ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ Black Panther คือภาพยนตร์ที่ไม่เพียงแค่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้เท่านั้น แต่ยังประสบความสำเร็จในฐานะของการเป็นปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรม หากเรายังจำได้ ในช่วงที่ภาพยนตร์เข้าฉาย เราจะได้เห็นสีสันความภาคภูมิใจของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน จำนวนมากที่พากันสวมใส่ชุดประจำวัฒนธรรมของตัวเองไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยความภาคภูมิใจ ซึ่งต้องยอมรับจริง ๆ ว่าความสำเร็จนั้นส่วนหนึ่งมาจากการแสดงที่น่าจดจำของ แชดวิก โบสแมน แต่อย่างที่ทุกคนทราบว่า ราชาเสือดำของพวกเราได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับแล้ว นั่นทำให้อนาคตของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในความสงสัยของแฟน ๆ ว่า Marvel Studios จะเอายังไงต่อไป แม้ว่าแผนการนั้นจะยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจน เว้นแต่ว่าจะไม่มีการหาตัวนักแสดงคนใหม่มาแทนที่เขาคนนี้ ข้อมูลใหม่ยังเปิดเผยออกมาอีกด้วยว่า มาร์เวลเตรียมทุ่มเทกับแชดวิกมากขนาดไหน ข้อมูลล่าสุดถูกเปิดเผยออกมาจาก Michael Greene ผู้จัดการส่วนตัวของแชดวิก โบสแมน โดยเว็บไซต์ the Hollywood Reporter ได้รายงานว่า มาร์เวลสตูดิโอ ได้ยื่นข้อเสนอค่าตอบแทนกว่า $10 ล้าน ให้กับแชดวิกเพื่อกลับมารับบท ที’ชัลล่า อีกครั้งใน Black Panther 2 และพร้อมจะมอบค่าตอบแทนให้อีก $20 ล้าน เพื่อให้เขาสานต่อบทบาทนี้ต่อไปใน Black Panther 3 โดยค่าตอบแทนที่ แชดวิก โบสแมนจะได้รับสำหรับ Black Panther 2 นั้นก็เทียบเท่ากับที่โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ได้รับในตอนที่กลับมารับบทโทนี สตาร์กใน Iron Man 2 แสดงให้เห็นว่า Marvel Studios ตั้งใจและวางแผนระยะยาวเอาไว้กับตัวละคร ที’ชัลล่า แต่เมื่อเหตุการณ์ออกมาเป็นเช่นนี้ นั่นก็หมายความว่าแผนการทุกอย่างจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง น่าสนใจทีเดียวว่าอนาคตของ MCU จะเป็นอย่างไรต่อไป

มารู้จักนางเอกสาวสุดสวยในหนังใหม่”วอนเธอ”

ภาพยนตร์ รัก 4 เรื่อง 4 มุมมอง แต่เรื่องรักเดียวกัน เรื่องราวความรักของนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เป็นเพื่อนกัน แต่ตกหลุมรักกันเอง
 และไม่สามารถหาสมการใดมาแก้ไขปัญหาความรักนี้ได้ เมื่อ เพื่อนชาย 3 คน แอบหลงรัก ผู้หญิงคนเดียวกัน และต่างคนต่างก็มีมุมมองของตัวเอง
 เรื่อง 1 เรื่องผ่านการเล่าถึงความรู้สึกถึง 4 มุมมอง 
 เพราะทุกคนย่อมเป็นพระเอก นางเอกในเรื่องของตัวเองเสมอ…..  ในวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับอีก 1 นักแสดงนำอย่าง ฟ้า ษริกา สารทศิลป์ศุภา นางแบบและนักแสดงสาวสุดคูล ที่ได้เข้ามารับบท เนเน่ หญิงสาวหนึ่งเดียวในภาพยนตร์ วอน (เธอ) เนเน่ สาวสวย นักฝัน ผู้ที่อยากมีความรักดั่งหนังเกาหลี….เธอรู้ว่าทุกคนรักเธอ แต่เธอยังคงค้นหา คนที่จะรักเธอและใช้ชีวิตอย่างที่ตนเองต้องการ 

One for the road หนังใหม่GDH ที่ไปดังต่างแดน

ล่าสุด เฟซบุ๊คเพจ GDH ได้เปิดเผยว่า ภาพยนตร์เรื่อง One for the Road ฝีมือการกำกับของ บาส-นัฐวุฒิ ได้รับเลือกจากคณะกรรมการ ให้ได้ฉายเปิดตัวครั้งแรกในงานเทศกาลภาพยนตร์ Sundance ประจำปี 2021 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 มกราคมที่จะถึงนี้ ไม่เพียงแค่ได้รับเลือกเข้าฉายเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสลุ้นชิงรางวัลในสาขาต่าง ๆ อาทิ Grand Jury Prize, Director Award และ Special Jury Award โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ หว่อง กาไว มาเป็นผู้อำนวยการสร้างด้วย สำหรับโปรเจคหนังเรื่องนี้เป็นการเปิดเผยจากเว็บไซต์ Variety ว่านี่จะเป็นภาพยนตร์ดราม่าแนว Road Trip ของเพื่อนเก่าเพื่อนแก่สองคนที่แยกห่างกันไปมานาน ต้องกลับมาร่วมเดินทางไปด้วยกัน ระหว่างทางนั้นพวกเขาหนึ่งคนในนี้ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ความสัมพันธ์ครั้งนี้จะถูกรื้อฟื้นกลับขึ้นมาได้หรือไม่ หรือภายในภาพยนตร์จะมีประเด็นอะไรต่อเนื่องต่อไป ต้องรอชม โดยในนักแสดงที่จะมาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น นั่นคือ ต่อ-ธนภพ, ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์, วี วิโอเล็ต วอร์เทีย, พลอย หอวัง, นุ่น ศิรพันธ์ และออกแบบ ชุติมณฑน์

“จา พนม” จากสตั๊นนักบู๊ไทยสู่ดาราฮอลลีวูด

หากจะเอ่ยถึงนักแสดงไทย ชื่อ ทัชชกร ยีรัมย์ อาจจะมีคนไม่รู้จัก แต่ถ้าพูดว่า จา พนม ยีรัมย์ หรือ โทนี่ จา เชื่อได้ว่าชื่อนี้คนไทยรู้จักกันดี ในฐานะนักแสดงชาวไทยมากฝีมือในด้านแอ็คชั่นและคิวบู๊ที่ผสมผสานศิลปะป้องกันตัวแบบไทยๆ ทำให้เขามีความโดดเด่นถึงขนาดได้โกอินเตอร์ไปร่วมงานกับวงการหนังต่างประเทศ วันนี้เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ จึงขอพาทุกคนย้อนไปรู้จักก้าวแรกของ จา พนม สู่ก้าวเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ของคนไทยในวงการหนังโลก ทัชชกร ยีรัมย์ หรือ จา พนม ยีรัมย์ เป็นคนสุรินทร์โดยกำเนิด ชีวิตในวัยเด็กของค่อนข้างลำบากเพราะอยู่ในชนบท ซึ่งตระกูลของจา พนม สืบเชื้อสายมาจากชาวกูยโบราณ ผู้ใกล้ชิดกับช้าง และชาวกูยส่วนใหญ่จะมีความสามารถพิเศษที่เกิดขึ้นติดตัวมานั่นคือการกระโดดสูง กระโดดไกล ด้วยความที่วัยเด็ก จา พนม ได้ดูหนังกลางแปลงผลงานของเฉินหลง เจ็ท ลี และพันนา ฤทธิไกร ทำให้เขาฝันว่าวันหนึ่งจะได้แสดงภาพยนตร์บ้างและเริ่มเรียนรู้ท่าต่อสู้ด้วยตัวเองโดยจำเอาจากหนังตั้งแต่ 10 ขวบ   ชีวิตที่ต้องคลุกคลีกับช้างทำให้เขาฝึกลีลาโลดโผนต่างๆบนหลังช้าง จนเกิดความชำนาญ ซึ่งใครจะไปรู้ว่าการเล่นแบบเด็กๆ ในตอนนั้นจะทำให้เขาได้กลายเป็นคนที่โด่งดัง  เมื่อ จา พนม เรียนได้ถึง ม.3 เขาได้ขอร้องให้พ่อพาไปฝากกับ พันนา ฤทธิไกร ซึ่งกำลังถ่ายหนังอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นแต่ถูกปฏิเสธเพราะว่า พันนามองว่า จา พนมยังเด็กเกินไป แต่ก็ให้โอกาสจาเข้ามาดูการถ่ายทำที่จังหวัดขอนแก่นได้ จากนั้นพอเขาอายุ 14 ปี ก็ได้เริ่มเข้ามาคลุกคลีกับวงการหนังด้วยการเป็นตัวประกอบ ยกของ เสิร์ฟน้ำ ทำอาหารในกองถ่าย พร้อมทั้งเรียนรู้การต่อสู้ การเป็นสตันท์แมน เรียนวิชามวยไทยโบราณ มวยกังฟูของจีนไปด้วยกัน เวลาผันผ่านไป จา พนมรับบทเป็นสตั๊นท์แมน ตัวประกอบในหนังหลายเรื่อง ในด้านความสามารถด้านศิลปะการต่อสู้ จา พนม อาศัยการเรียนรู้จากมืออาชีพและครูพักลักจำ ทำให้เขากลายเป็นผู้รอบรู้ศาสตร์ต่างๆ  เช่น มวยไทยคาดเชือก มวยคชสาร เทควันโด วิชามัดเมา กังฟู...

ความจริงสู่บทหนัง วิธีแกงค์คอลเซนเตอร์ใช้หลอกประชาชน

เรื่องจริงจากข่าวโด่งดังเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ของ ‘คุณนานา-มารีนา แสงฉาย’สู่ที่มาของฉาก ‘สาวแบงค์ตลบหลังแก๊งคอลเซ็นเตอร์’ ในภาพยนตร์ อ้าย..คนหล่อลวง จากค่าย จีดีเอช  เมื่อ 3 ปีที่แล้ว คุณนานา ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหาเพื่อหลอกเงิน แต่ด้วยความเป็นพนักงานธนาคาร จึงรู้ทันกลโกง และใช้ไหวพริบพูดคุยกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์นานกว่า 1 ชั่วโมง จนได้ข้อมูล พร้อมทั้งหลักฐาน นำไปสู่การขยายผลจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 200 คน และนี่จึงเป็นที่มาของฉาก ‘สาวแบงค์ตลบหลังแก๊งคอลเซ็นเตอร์’ ในภาพยนตร์ อ้าย..คนหล่อลวง  นำแสดงโดย พระเอกสุดฮอต ณเดชน์ คูกิมิยะ ร่วมด้วย ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์, แหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช, เผือก-พงศธร จงวิลาส ภาพยนตร์โรแมนติก คอมเมดี้ ของผู้กำกับ “เมษ ธราธร”

“แบทแมน”ไปสร้างรอยร้าวอะไรให้ Deathstrokeคู่ปรับตัวร้ายตลอดกาล

แม้ว่าภาพยนตร์เรื่อง Justice League อาจจะไม่ประสบความสำเร็จได้มากเท่าที่แฟน ๆ คาดหวังเอาไว้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ทำสำเร็จในเรื่องของการหยอดเนื้อหาในการขยายจักรวาล DCEU เอาไว้มากมาย หนึ่งในนั้นก็ถือตอนท้ายเรื่อง ที่เป็นการเป็นเผยอีกหนึ่งวายร้ายสำคัญจากเรื่องราวของ Batman กับตัวละครที่ชื่อว่า Deathstroke ที่รับบทโดย Joe Manganiello แต่หลังจากที่ข่าวคราวภาคต่อของภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกลอยแพไป เรื่องราวของตัวละครก็นี้ถูกทำให้ลืมไปเสียอย่างนั้น จนกระทั่ง แซค สไนเดอร์ ได้รับไฟเขียวให้สร้าง Justice League เวอร์ชั่นของเขาให้สมบูรณ์ Justice League ฉบับของแซค สไนเดอร์นั้น จะมีการเพิ่มเนื้อหาส่วนต่าง ๆ เข้ามามากมาย พร้อมกับการเพิ่มบทบาทของตัวละคร Deathstroke ให้มากขึ้นด้วย ซึ่งล่าสุด Joe Manganiello ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับรายละเอียดที่มาที่ไปของตัวละครตัวนี้ พร้อมเผยปมแค้นที่ทำให้เขาคือวายร้ายคนสำคัญของแบทแมนในเวอร์ชั่นของเบน เอฟเฟล็ก เขาให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Yahoo ว่า… “มันเป็นเรื่องที่ดาร์คมาก ๆ ครับ เพราะ Deathstroke จะเป็นเหมือนฉลาม หรือตัวร้ายสุดเหี้ยมในหนังสยองขวัญ เขาคอยเฝ้าทำลายชีวิตของบรูซทั้งภายในและภายนอก เขาตามฆ่าทุกคนที่สนิทกับบรูซ และทำลายชีวิตของเขา เพื่อให้บรูซรู้สึกทนทุกข์ทรมาณ เพราะเขาเชื่อว่าบรูซต้องมีส่วนรับผิดชอบในบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเขา” ไอ้คำว่า “บางสิ่งบางอย่าง” นี่ล่ะที่ทำให้เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง Deathstroke และ Batman ของบรูซ เวนย์น่าสนใจ และเราหวังว่ามันจะถูกเฉลยออกมาจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Justice League ฉบับของแซค สไนเดอร์ ต้องมารอติดตามกันในอนาคต แต่สำหรับแฟน ๆ ที่อยากจะชมก้าวต่อไปของ DCEU วันนี้ 17 ธันวาคมนี้ก็เตรียมพบกับยุคสมัยใหม่แห่งความมหัศจรรย์...

มิเชล ไฟเฟอร์ ร่วมทีมหนังภาคต่อ Ant-man 3

ใครที่ได้ดู Ant-Man and the Wasp คงจะจำกันได้ดีว่าภารกิจสำคัญในภาพยนตร์เรื่องนั้นก็คือ การพาตัว เจเน็ต แวน ไดน์ ที่ติดอยู่ในมิติควอนตัมกลับมาให้ได้ ระหว่างการเดินทางไปยังมิติเล็กจิ๋วสุดลึกลับนั่นเอง ทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับ Ghost แม้ว่าในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะสามารถช่วยเจเน็ตออกมาได้ แต่เราก็ได้เห็นว่ามิติแห่งนั้นได้เปลี่ยนเธอให้กลายแตกต่างออกไป เธอสามารถใช้พลังจากมิติควอนตัมได้ และรวบรวมเอาตัวตนของ Ghost ให้กลับมาสมานเหมือนเดิมได้อีกครั้ง แต่ก็เหลือความสงสัยว่าใน Ant-Man 3 จะชี้ให้เราเห็นชัด ๆ เลยหรือไม่ว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นสร้างผลอะไรขึ้นได้อีกบ้าง ล่าสุด มิเชล ไฟเฟอร์ นักแสดงตัวแม่ผู้รับบท เจเน็ต แวน ไดน์ หรือ Wasp รุ่นแรก ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านรายการพ็อดแคสต์ Ladies First with Laura Brown ที่เธอถูกถามว่าผลงานในอนาคตเรื่องต่อไปจะมีอะไรบ้าง เธอก็ได้ตอบคำถามเอาไว้ว่า… “ฉันคิดว่าจะต้องกลับไปถ่าย Ant-Man ภาคที่ 3 ค่ะ” เธอยังแง้มเพิ่มเติมอีกด้วยว่า Ant-Man 3 วางกำหนดถ่ายทำเอาไว้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2021 แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วเธอยังไม่ทราบข้อมูลว่าตัวละครเจเน็ต แวน ไดน์ของเธอจะเป็นอย่างไรในภาพยนตร์เรื่องนี้ เรียกได้ว่าตอนนี้ Marvel ได้เริ่มวางโครงข่ายใหม่ให้กับเฟรนไชส์ของตัวเองในเฟสต่อไป และดูเหมือนว่ามันจะผูกโยงได้ยุ่งเหยิงเสียยิ่งกว่าเดิม ในขณะเดียวกันก็ท้าทายไปด้วยในทีเดียว กับการก้าวเข้ามาเล่นในเรื่องราวของจักรวาลคู่ขนาน เปิดทางเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในกับเฟรนไชส์นี้ได้มากกว่าเดิมอีกมาก มารอดูกันว่าเรากำลังจะได้ดูอะไรกันต่อไป

ซีรี่ส์ใหม่มาแรง The Penthouse ซีรี่ย์เกาหลีที่ไม่ควรพลาด

ในที่สุดก็เกิดเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการซีรีส์เกาหลีปีนี้อีกครั้ง ซีรีส์รสแซ่บ “The Penthouse” ทางช่อง SBS สามารถสร้างสถิติใหม่ให้กับตัวเลขได้อีกครั้ง ด้วยการก้าวสู่เรตติ้งมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์อย่างเป็นทางการ หลังจากออกอากาศผ่านมาได้ 13 ตอน ตามรายงานระบุว่า The Penthouse ซีรีส์เมโลดราม่าเชือดเฉือนที่กระแสดีที่สุดในเวลานี้ สามารถทำเรตติ้งโค่นสถิติตัวเองลงอีกครั้ง โดยเฉพาะตอนที่ 13 ที่ออนแอร์ไปเมื่อคืนวานนี้ (8 ธ.ค.) ทำเรตติ้งทั่วประเทศไปได้สูงอย่างต่อเนื่อง 17.6% กับ 22.1% จากการฉายทั้ง 2 ช่วงของละคร นับเป็นครั้งแรกที่ซีรีส์ทำตัวเลขเรตติ้งได้เกิน 20% ตัวเลขนี้ได้ขยับเพิ่มขึ้นจากตอนที่ 12 ที่ออนแอร์ไปเมื่อวันจันทร์ (7 ธ.ค.) ที่เรตติ้งจดจ่ออยู่ที่ 19.9% และตอนนี้ก็สามารถแตะหลัก 20 ได้สำเร็จแล้ว นับว่าเป็นซีรีส์ช่วงไพร์มไทม์ในช่วงวันทำงานปกติเรื่องแรกของปีที่ทำเรตติ้งได้งดงามขนาดนี้ และดูเหมือนว่าจะตามหลัง  ที่เคยทำเรตติ้งได้ร้อนแรงเช่นนี้เมื่อตอนต้นปี The Penthouse เป็นผลงานล่าสุดของผู้กำกับและนักเขียนบทจากซีรีส์ ‘The Last Empress’ ที่เคยเป็นกระแสและทุบเรตติ้งมาก่อนเช่นกัน โดยล่าสุดได้ดำเนินเรื่องมาถึงช่วงครึ่งหลังแล้ว เหลืออีกเพียง 7 ตอนสุดท้ายก่อนจะลาจอ ท่ามกลางเนื้อหาและปริศนาที่เข้มข้นในทุกตอน และกำลังจะปูเรื่องราวเพื่อเชื่อมโยงไปถึงซีซั่นที่ 2 และ 3 ที่จะสร้างต่อเนื่องในปี 2021 ตามลำดับ