จอร์จ ลูคัส พูดถึงความรู้สึกในการสร้างภาพยนต์เรื่อง Star Wars

STAR WARS

ผ่านสมาแล้วถึง 40 ปีสำหรับภาพยนต์ในตำนานอย่าง Star Wars ถือว่าเป็นหนังที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมากของมหากาพย์สงครามนอกโลก

“ตอนเริ่มทำภาคสอง ผมเครียดมากนะ” จอร์จ ลูคัส ยอมรับถึงความท้าทายและโจทย์ข้อยากที่รอท่า หลังความสำเร็จอย่างมหาศาลชนิดสร้างปรากฏการณ์ของ Star Wars (1977) กระแสเรียกร้องให้มีภาคต่อจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้เดิมทีหนังชุดนี้ไม่เคยถูกกำหนดไว้ให้เป็นแฟรนไชส์เนื้อเรื่องแผ่ขยายเป็นหลายภาคหลายตอน

ซึ่งขณะเดียวกัน ลูคัสก็เล็งเห็นโอกาสในการทำสิ่งที่ต่างออกไป ความคิดของเขามุ่งสู่ทิศทางเนื้อหาที่มืดหม่นกว่าเก่า การได้ดำดิ่งสู่ความสัมพันธ์ของตัวละคร ได้ลงลึกไปเรียนรู้ศาสตร์แห่งพลัง เป็นแนวคิดที่ช่างเย้ายวนใจ กระนั้น ผลลัพธ์ก็เป็นไปได้เพียงสองทาง คือทางหนึ่ง เขาจับจุดได้ถูกและหนังภาคนี้ยิ่งประสบความสำเร็จ สามารถต่อยอดไปได้อีกไกลแสนไกลเกินจินตนาการ หรืออีกทาง เขาทำพลาดอย่างมหันต์ กลับกลายเป็นถูกเหล่าสาวกรุมสาปแช่ง และหนังชุดนี้มีอันดับสนิท

แต่อย่างที่โบราณว่า อยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ หากหวาดกลัวต่อความยากเข็ญ สุ่มเสี่ยง และแรงกดดันชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้า เป้าหมายความสำเร็จอันยิ่งใหญ่จะบังเกิดได้เช่นไร

“ตอนแรก ผมก็คิดๆ นะ ว่าอยากขายทุกอย่างให้ฟ็อกซ์ไปเลย” ลูคัสเผย “จากนั้นก็นอนกินเปอร์เซ็นต์อยู่บ้านเฉยๆ และไม่ต้องคิดถึง Star Wars อีก แต่ผมดันหลงรักหนังเรื่องนี้เข้าไปแล้ว”

อย่างไรก็ตาม สำหรับหนังภาคนี้ เขาเลือกจะถอยไปอยู่แนวหลังเป็นโปรดิวเซอร์พลางถ่ายเทเรื่องราวในหัวให้กับสองมือเขียนบทและ เออร์วิน เคิร์สเนอร์ ซึ่งเข้ามารับไม้ต่อเป็นผู้กำกับนำไอเดียหยาบๆ ไปเจียระไนให้ยิ่งขึ้นเหลี่ยมบาดคม และแน่นอน พวกเขาเองต่างก็ระแวงระวังกับการมาแตะต้องหนังที่สร้างมาตรฐานจากภาคแรกไว้สูงลิบ

ตอนนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างภาคสองให้ออกมาดี” เคิร์สเนอร์กล่าว “ผมเลยถามเขา (ลูคัส) ว่า ‘แล้วผมจะทำภาคนี้ให้ได้ดีเท่ากับภาคแรกได้ยังไง’ แล้วเขาก็บอกว่าตั้งใจจะทำให้มันดีเสียยิ่งกว่าภาคแรกไปเลย” เว้นแต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าลูคัสหรือใครก็ไม่ทันได้คาดคิดเอาไว้ นั่นคือ ระดับความยากในการสร้าง

จริงอยู่ที่หนังภาคนี้มีทุนมากกว่าภาคแรกพอตัว กระนั้นมันก็กลายเป็นภาคที่สร้างยากที่สุดตลอดมา การยกกองไปถ่ายฉากพิภพน้ำแข็งในนอร์เวย์ต้องประสบกับอุณหภูมิเย็นเยือกที่หนักหนาที่สุดในรอบหลายปี ผลสุดท้ายคือถ่ายกันได้เพียงครึ่งเดียวก็ต้องล่าถอยไปตั้งหลักที่ลอสแอนเจลิส เกิดเป็นผลกระทบลูกโซ่ งานถ่ายซ่อมนำมาซึ่งงบที่บานปลายแบบคุมไม่อยู่ และเรื่องของเรื่องก็คือลูคัสควักเงินลงทุนทำเองเพียงลำพัง มีสิทธิ์ลงเอยที่เขาร่ำรวยขึ้นแบบทวีคูณ หรือสิ้นเนื้อประดาตัว

บรรยากาศกองถ่ายช่างหม่นหมองหดหู่ราวกับสภาพแวดล้อมอึมครึมบนดาวเดโกบาห์ โดยเฉพาะตัวเคิร์ชเนอร์ที่แม้นับถือพุทธนิกายเซนก็ไม่อาจสงบจิตได้ลง หนำซ้ำยิ่งบีบให้ผู้กำกับที่เก๋าเกมอย่างเขาถ่ายหนังแบบหวาดวิตก หมกมุ่นกับการเก็บงานฉากเดิมๆ วนไปวนมา กระบวนการลดความเร็วเป็นคืบคลาน ทว่าเวลาไม่คอยท่าและเงินก็ระเหยจนเกลี้ยงคลัง จนถึงจุดหนึ่ง งบประมาณพุ่งไปเป็น 33 ล้านดอลลาร์หรือคิดเป็นสามเท่าจากภาคแรก ลูคัสต้องวิ่งเต้นหยิบยืมเงินอย่างร้อนรน จู่ๆ คนหนุ่มวัยสามสิบเศษก็มีหนี้ติดตัวกว่ายี่สิบล้าน
.
“ทุกอย่างเกินขีดไปหมด ทั้งเงิน ทั้งเวลา” ลูคัสเปิดใจ “แล้วจากนั้นธนาคารก็ยกเลิกการให้กู้ ผมติดแหง่กอยู่ครึ่งทางของการถ่ายทำ ผมไม่มีเงินแล้ว หมดมันทุกอย่าง โชคช่วยที่ธนาคารอีกเจ้ายอมให้กู้ แต่ก็ขูดเลือดกันสุดๆ เราถึงขนาดเคยต้องผัดผ่อนการจ่ายค่าจ้างรายสัปดาห์ให้กับทีมงาน

“เคิร์ชเนอร์ก็เครียดกับทุกสิ่งอย่าง ผมต้องพยายามกล่อมเขาว่า ‘เอาน่า อย่าคิดเยอะ โฟกัสกันแบบวันต่อวันดีกว่านะ’ ก็นับว่าโชคดีที่เคิร์ชเนอร์เป็นคนที่เข้าใจเนื้อเรื่องอย่าทะลุปรุโปร่ง ผมเลยไปรับหน้าที่ดูแลงานสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ แล้วให้เขาได้จดจ่อกับนักแสดงและตัวเนื้อหา”

ในที่สุด ความทนทรหดก็เป็นฝ่ายมีชัย พวกเขาทำหนังเรื่องนี้เสร็จสิ้นทุกกระบวนการ แต่สิ่งที่ทำให้ยิ่งหน้าชื่นตาบานกว่านั้น ก็คือ ผลตอบรับที่ยากจะพรรณนา The Empire Strikes Back (1980) กวาดรายรับทั่วโลกได้กว่า 400 ล้านดอลลาร์ พาให้มหากาพย์ Star Wars ยิ่งแผ่ความนิยมแบบล้นหลาม แม้แต่ทุนสร้างที่บานปลายก็มาผลิดอกออกผลในรูปแบบของโปรดักชั่นที่ดูมีคุณภาพมากขึ้น ทั้งฉาก เอฟเฟ็กต์ การจัดแสง

ซึ่งกุญแจสำคัญก็คือเสน่ห์ของตัวเรื่องราวที่ถ่ายทอดอย่างแตกต่างและมีเอกลักษณ์สอดประสานไปกับดนตรีประกอบอันไพเราะ ขับกล่อม หรือปลุกเร้าของ จอห์น วิลเลียมส์ พวกเขาเลือกจะเปิดฉากด้วยสมรภูมิแห่งดาวฮอธอันดุเดือด และนั่นคือซีนสงครามเดียวที่มี น้ำหนักทั้งหมดจากนั้นได้ลาดเอียงไปยังเรื่องราวของเหล่าตัวละคร เริ่มจาก ดาร์ธเวเดอร์ ที่เผยให้เห็นความโหดอำมหิตอย่างเต็มที่ ทว่าลึกๆ มีร่องรอยของความขัดแย้งภายใน เช่นเดียวกับ ลุค สกายวอล์คเกอร์ ซึ่งได้เริ่มต้นเรียนรู้วิถีแห่งพลังอย่างจริงจัง และยิ่งได้ตระหนักถึงความว้าวุ่นในจิตใจ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ฮาน โซโล กับ เลอา ซึ่งเติบโตไปสู่ความรักอันลึกซึ้งและแสนโรแมนติค “I love you” “I know” สองคนแลกเปลี่ยนกันสั้นๆ แต่ช่างกินใจ

ประเด็นต่อมาก็คือการขยายจักรวาลให้ยิ่งกว้าง ภาพของฝ่ายจักรวรรดิที่แม้เพลี่ยงพล้ำในภาคแรก มาหนนี้ก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยอำนาจและแสนยานุภาพ มีการนำเสนอดาวดวงใหม่ๆ อย่างนครในหมู่เมฆ หรือดาวป่าดงดิบแบบเดโกบาห์ และที่ขาดไม่ได้ ตัวละครใหม่สร้างสีสัน อาทิ แลนโด คาลริสเซียน, องค์จักรพรรดิ, โบบา เฟตต์ และแน่นอน ปรมาจารย์โยดา ซึ่งดูประหลาด ตัวเล็กจิ๋ว และแก่ชรา ไม่น่าเชื่อว่าจะมีฤทธิ์เดชใดๆ

“โจทย์ของเราคืออยากให้ตัวเอกเรียนรู้ที่จะให้เกียรติคนทุกประเภท” ลูคัสอธิบาย “ต้องรู้จักใส่ใจแม้กับคนที่ดูง่อยเปลี้ยที่สุด นี่แหละประเด็น ผมอยากให้โยดาเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคาดหวังของคนดูอย่างสิ้นเชิง”

ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังกล้าจะเล่นกับไฟเพิ่มอีกหน่อย นั่นคือการจับตัวละครขวัญใจอย่างโซโลแช่แข็งในแท่งคาบอไนต์ ให้หนังจบแบบฝ่ายตัวเอกปราชัย ในทางหนึ่ง มันคือการค้านความรู้สึกคนดูอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในอีกทาง นั่นหมายความว่า เรื่องราวยังไม่จบ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ปัจจัยที่ส่งให้ The Empire Strikes Back กลายเป็นที่โจษจันข้ามทศวรรษ ก็คือการเฉลยความจริงชนิดช็อกคนทั้งโลก ความลับของเวเดอร์ที่ไม่มีใครคาดถึง “I am your father…” ในวินาทีที่เขากล่าวออกมา ความตกตะลึงก็ได้พาดผ่านใบหน้าของลุคและผู้ชมอีกมากมาย กลายเป็นการหักมุมระดับตำนาน ประโยคสั้นๆ นั้นได้เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง อุบัติเป็นขอบเขตกว้างไกลให้ต่อเติมเรื่องราวใหม่ๆ ได้อีกไม่รู้จบ

“ผมได้ท้าทายต่อสิ่งที่ผู้คนคาดหวังแล้วก็เอาตัวรอดมาได้” ลูคัสบรรยาย “ผมตัดสินใจจะมุ่งไปยังสภาพอารมณ์ อย่างตอนท้ายมีฉากดวลดาบก็จริง แต่มันก็เทียบไม่ได้กับเดธสตาร์ คือผมคิดเอาว่า ‘ก็ให้มันเป็นสงครามทางจิตใจ’ นี่แหละไคลแม็กซ์ของหนัง”

ไม่ผิดไปได้ นี่คือหนังที่เป็นแก่นกลางของ Star Wars มหากาพย์ซึ่งไม่ได้มีเพียงยานรบ ไลท์เซเบอร์ หรือความอลังการของเทคนิคพิเศษ แต่เป็นเรื่องราวของธรรมะและอธรรม เป็นเรื่องราวการต่อสู้แท้จริงที่เกิดขึ้นในจิตใจ สู้กับสิ่งยั่วยุ สู้กับด้านมืดที่ทุกคนล้วนมี